- ถ้าคุณไม่ได้เป็นคนแก้ปัญหา  คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา-

เวลาประท้วงแบบสันติอหิงสา (ที่ทุกแกนนำชอบพูดติดปาก) นี่คือไม่ได้เอาคนแห่ไปเยอะๆ แล้วไปล้อมตึกนะฮะ ...สมมติคุณนั่งอยู่ในบ้าน มีชายฉกรรจ์ 100 คน มาเดินเล่นอยู่ในสวนหน้าบ้าน พร้อมเสียงโห่ แบบนี้ ในมุมมองกฎหมายอาญา มันเป็นทั้งบุกรุกและข่มขู่ได้เหมียนกันนนนนน ...

ไม่ว่าจะอหิงสาหรือจะอารยะขัดขืน ถ้าพูดแบบสรุป มันคือการ "ไม่ยอมทำตามกฎหมาย" หรือ "ดื้อแพ่ง"

อย่างในอเมริกา ที่เคยมีกฎหมายว่าถ้าคนผิวดำนั่งในรถเมล์ ต้องลุกให้คนผิวขาวนั่ง หรือสถานบริการต่างๆ ที่ไม่บริการให้คนผิวดำ คนผิวดำก็มีการประท้วงชวนกันไปขึ้นรถเมล์ หรือรวมกันไปนั่งเฉยๆ ในร้านอาหาร ห้องสมุด โรงหนัง ทำให้ร้านพวกนี้เดือดร้อนค้าขายไม่ได้ จนพอตำรวจมาจับ ก็ยอมให้จับ เพื่อให้เกิดกระแสและเป็นข่าวใหญ่โต

อย่างตอน มหาตมา คานธี แกประท้วงอังกฤษ ก็บอกทุกคนว่าจะไม่ใช้เครื่องแต่งกายของอังกฤษ เลยตัดสินใจชวนคนมาทอฝ้าย ปั่นด้ายใช้เอง ทำเสื้อผ้าเอง

แบบนี้ก็ไม่ได้ดูว่าคุกคามใคร แถมยังเป็นการอุดหนุนชาวไร่ฝ้าย และคนทอผ้าพื้นเมืองอีกต่างหาก

หรือกฎหมายห้ามชาวบ้านทำเกลือเอง คานธี ชวนคนเดินกันไปแถวใกล้ทะเล แล้วก็เริ่มทำนาเกลือกันเลย แบบนี้ไม่มีใครเดือดร้อนฮะ (แต่รัฐเดือดร้อนเพราะมันฝ่าฝืนกฎหมายที่บังคับ) ...

".. การที่ข้าพเจ้ามิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่นั้น มิใช่เพราะข้าพเจ้าไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง แต่เป็นเพราะข้าพเจ้าต้องการปฏิบัติตามคำสั่งที่สูงยิ่งไปกว่านั้น นั่นคือคำสั่งแห่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของข้าพเจ้าเอง..."
 

อย่างไรก็ดี ช่วงที่คานธี ลองใช้ วิธีอหิงสาก็มีคนไม่เข้าใจอยู่เยอะ และเกิดการปะทะรุนแรง จนคานธีคิดว่า วิธีอหิงสา ต้องให้ความรู้ต่อคนที่ร่วมชุมนุมด้วยน่ะแหละ มีการอบรมนักรบอหิงสา (คนที่ฝึกฝนวิธีอหิงสาแบบคานธี) และมีการเขียนกฎเป็นข้อๆ เอาไว้เช่นว่า ต้องระงับความโกรธ ไม่ทำร้ายฝ่ายตรงข้าม ไม่ตอบโต้ ยอมให้จับ ไม่ดูถูกเหยียดหยามอีกฝ่าย และข้อนี้สำคัญมาก ....***ถ้าหากมีคนพยายามทำร้ายหรือดูหมิ่นเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องปกป้องเจ้าหน้าที่คนนั้นด้วยซ้ำไป .. (แม้จะมองว่าเป็นคนที่มาปราบปราม แต่ก็ยังมีจิตเมตตาที่จะให้การคุ้มครองด้วย แต่ของไทยก็ใช้อาศัยจังหวะชุลมุนต่อสู้กัน)

แต่ดื้อแพ่งแบบไทยๆ ตลอดช่วงเวลา 7-10 ปีที่ผ่านมา มองว่าเป็นการ "คุกคาม" มากกว่าจะ "ขัดขืน" ..เพื่อนเรานิ่งเฉยๆ หรือดูจะเป็นกลาง ไม่ยอมอยู่ฝั่งเรา ก็ไปด่าว่าเขาไม่รักชาติ เป็นพวก "ไทยเฉย" ... สื่อฯรายงานไม่ถูกใจ ก็เอาคนไปปิดล้อม เอาชื่อนักข่าวมาแห่ประจาน และให้ช่วยกันรุมด่า ช่วยกันโทร.ไปด่า ... คนไหนคิดต่าง ก็ไปด่าว่าเขาโง่ หรือไม่ก็เอาสีไปใส่เรียกเป็นพวกเสื้อเหลือง เสื้อแดง เป็นพวกสลิ่ม พร้อมตั้งฉายา ตั้งคำยั่วยุอีกมากมาย ...

หลายปีที่ผ่านมา วิธีแบบนี้คือดื้อแพ่ง หรืออหิงสางั้นเหรอ ?
สิ่งที่ต่อสู้ ใช้ "ความรู้" หรือ "ความรู้สึก" ?
เราเดินประท้วงด้วยสติ หรือพวกมากลากไป ?
เราต่อสู้เพราะเราเดือดร้อน หรือประเทศชาติเดือดร้อน ?
ประชาธิปไตยแบบใหม่ คือต้องมีแต่ "พวกกู" กับ "พวกมึง" แต่ไม่มีคำว่า "พวกเรา" ?

การต่อสู้แบบสงบ วิธีสงบควรจะเป็น ใจสงบ ใจกว้างพอจะรับอีกฝ่ายเข้ามาในหัวใจ
วิธีการต่อสู้ ควรเป็นการประท้วงที่มุ่งจะทำให้รัฐ (ผู้ปกครอง) ที่เราจะประท้วงน่ะเป็นผู้เดือดร้อน มากกว่าจะไปรบกวนหรือทำให้คนรอบข้างหรือคนอื่นเดือดร้อนรับเคราะห์แทน
วิธีการเช่นนี้ต่างหากที่จะช่วยดึงมวลชน หรือไทยเฉย (รวมถึงคนที่คิดต่างทั้งหลาย)มาร่วมมือ มากกว่าจะผลักดันพวกเขาออกไ
- คุณมีข้าวสวยของคุณ ผมมีปลาดิบของผม แค่นี้ก็เป็นซูชิแล้ว -
 
 
 
 
เดือนนี้ทั้งเดือน เรียกได้ว่า "ออกเดินสาย" ไปงานแต่งงานทุกอาทิตย์ แต่ไม่ได้ไปในฐานะแขกรับเชิ ญโดยตรง ไปในฐานะคนขับรถที่พาคนในบ้ านไปงานแต่งงานเหล่านั้นน่ะ แหละ ลูกสาวเพื่อนแม่ ลูกชายเจ๊คนนู้น อากู๋คนนั้น อาซิ้มคนนี้ ฯลฯ

งานแต่งงานแรกของเดือนนี้ที่ได้ไป เจ้าบ่าวเป็นคนญี่ปุ่น และเจ้าสาวเป็นคนไทย (เชื้อสายจีน)
งานก็เลยจัดกินแบบค็อกเทล (ผสมบุปเฟต์+ซูชิบาร์) อารมณ์ในงานก็ประดุจว่าเหมื อนได้ดูหนังซีรีส์งานแต่งงา นคนญี่ปุ่น ที่ไม่มีซับไทย แถมมีภาษาจีนประกอบจากแขกบางกลุ่ม (ญาติๆ ทางฝั่งเจ้าสาวนี่แหละวุ้ย) ราวกับว่างานนี้จะเป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพไทย-จีน - เจแปน ยังไงยั้งงั้น

งานนี้น่าสนใจ เพราะเจ้าภาพเขาก็ยืนยันว่าจัดแบบพิธีอิงญี่ปุ่น นะตัวเธอว์ เพราะงั้นอย่าหวังว่าจะได้พบว่ามี ส.ส. หรือกำนันคนไหนมากล่าวเปิดงาน และห้อยพวงมาลัยให้บ่าวสาวนะฮ้าฟฟฟฟ

ไอ้เราก็ไปเดินเก้ๆกังๆ อยู่ในนั้นแบบไม่รู้จักบ่าวสาว ตอนนี้ถึงเพิ่งได้รู้สึกประโยชน์ของแก้วเหล้า แก้วน้ำแล้วว่ามันมีประโยชน์เอาไว้ยืนถือแก้เขินในงานนี้ล่ะวุ้ย

ที่สำคัญในงานนี้ เขาเน้นการพูดคุยซะเป็นส่วนใหญ่ (แน่นอนว่า ภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ ) เชิญตั้งแต่ พ่อแม่เจ้าบ่าว เจ้านาย น้องชาย น้องสาว (ทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาว) และสารพัดเพื่อนฝูง รวมถึงมีแขกชาวเวียดนาม ขึ้นมากล่าว เรียกได้ว่า งานไม่ได้ใหญ่ คนน้อยๆ แต่เน้นคุยกันยาว อวยกันเยอะ สัมภาษณ์กันอีกมากมาย (ไอ้พวกพรีเซนต์เทชั่น ว่าพบกันยังไง อย่าหวังว่าจะได้เห็น)

แต่เราก็จะได้เจอคำถามที่คุ้นหูดี เช่นว่า เจอกันได้ยังไง รักกันตอนไหน ซึ่งคู่นี้ก็น่ารักดีตรงที่ว่า เจ้าบ่าวเจอเจ้าสาวครั้งแรก
 
เฮีย เอ๊ย! ต้องเรียกว่า (พี่ช้ายยยยยยย สินะ) ก็เดินเข้าไปบอกว่า "ผมชอบคุณ แต่งงานกับผมนะครับ"
เจ้าสาวก็บอกว่าตอนนั้นตกใจ พูดไปอย่างเขินอายเลยว่า "จะบ้าเหรอยะ!!!"

และเขาก็ใช้เวลาสานต่อจนได้แต่งงานนั่นแหละฮะ นอกจากการพูดคุยที่เรียกได้ว่า เยอะมาก ตั้งแต่เคยไปงานแต่งงานมา รู้สึกว่าถ้าเราเป็นเพื่อนพวก เขา คงสนุกนะ เพราะมันเป็นกันเองมากๆ คุยกันสนุกมาก คือเขาพูดรัวๆ ถี่ อาโน อาเนะ สุโค่ย และเฮ่ๆๆ คัมปายๆๆๆ เยอะมาก (เป็นญี่ปุ่นแบบไร้ซับ แม้จะมีพิธีกรคอยพากย์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่มันส์เท่าไร)

อีกหนึ่งเรื่อง ที่พิธีกรพูดบ่อยมากคือ วันนี้เจ้าบ่าวภูมิใจเสนอนะฮะ คือ เบียร์จากเยอรมัน (ใช่เปล่าฟระ หรือจำประเทศผิด) แถมเหล้าอีกสารพัด รวมถึง สาเกที่ญี่ปุ่นถือว่าหากินยากมาก ราคา 27,500 เยน (ตีเป็นเงินไทยเท่าไรหว่า) ย้ำแล้วย้ำอีก ว่าใครที่ไม่ชอบก็ไม่ควรพลาดนะเคอะ เพราะญี่ปุ่นเขาชื่นชมว่าของอันนี้ดีจริง ตอนที่น้องชายของเจ้าบ่าวหยิบมาโชว์ เรียกเสียงฮือฮากันมากเลยทีเดียว

แต่ที่น่าจะถือว่าเป็นไฮไลต์น่าสนใจของงานก็คือ "นักร้อง" ที่เขาไปเชิญคนญี่ปุ่นที่ร้องเพลง "ฮิเดโกะ" เพลงประกอบหนังคู่กรรม เวอร์ชั่นณเดชน์นั่นแหละ ตอนพิธีกรเขากล่าวแนะนำ ก็กล่าวภูมิใจด้วยนะ ว่านักร้องคนนี้เป็นนักร้องคนเดียวกับที่ร้องเพลง "คู่กรรม" นะเคอะ
แต่พอได้ยินแล้ว เอ๊ะ ! จะดีเหรอ "คู่กรรม" กับงานแต่งงาน?

ฟังแล้วคู่บ่าวสาวเขาจะฟังเพลงนี้แล้วเพราะ หรือว่าจะมามองหน้าคุยกันไหมว่าเรานี่เป็น คู่กรรมแบบไหน?

แต่พอคิดๆ ดูแล้ว เห็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวยิ้มกันตลอดงาน ดูสมราวกับปลาดิบโปะบนข้าวหอมมะลิแบบนี้ เราว่าถ้าใครได้ชิมก็คงกินได้อร่อยลิ้นเหมือนกัน

เขาคงเป็น คู่กรรมจริงๆ น่ะแหละ แต่เป็น "คู่กรรมดี" ที่อาจจะเคยมาอยู่บางกอกน้อยเมื่อชาติก่อน แล้วไปอยู่ค้างฟ้าบนทางช้างเผือกนานแล้ว

ชาตินี้ทั้งคู่เลยกลับมาใช้กรรมดี ด้วยการกลับมา "คู่กัน" อีกครั้ง

(ขออภัยที่ไม่มีรูปเจ้าบ่าวเจ้าสาวมาประกอบ เพราะไม่ได้เอากล้องไป แล้วไอ้มือถือเราก็ไม่ได้ประเสริฐพอจะถ่ายรูปได้ซะด้วยน่ะสิ)

review - แอ่งน้ำกลางทะเลทราย

posted on 27 Aug 2013 22:10 by ifmoon in review directory Fiction
 
แอ่งน้ำกลางทะเลทราย - นิ้วกลม

คงไม่ต้องพูดโฆษณาให้มากควา มว่าหนังสือเล่มนี้ดีหรือไม่ดี อย่างไร ถ้าได้เห็น เฮียเจ้าของแผง เอ๊ย นักเขียนที่คุ้นตา กันเป็นอย่างดี จนอาจจะถือได้ว่า ความร้อนแรงของเฮีย ยกเป็น "ณเดชน์แห่งวงการหนังสือ" (อันนี้คนอื่นเขาบอกมา เราก็ว่าไปตามนั้นนะ)

แต่นั่นแหละ ถ้าจะมาชะเลีย เชียร์กันอย่างเดียวก็คงจะไม่ถูกซะทีเดียว เพราะหนังสือเล่มนี้คงไม่เหมาะกะผู้อ่านที่นิยมชอบอ่านอะไรยาวๆ หนาๆ และไล่พรรณากันจนมากความ

เพราะสไตล์และกลวิธ๊การเล่าของ เฮียนิ้วฯยังคงคอนเซ็ปต์ ว่า "Less is more" พูดน้อยต่อยหนัก ประมาณนั้น เพราะฉะนั้นแต่ละท่วงท่า ทีละบรรทัด ก็จะพบคำน้อยๆ แต่ต้องใช้สมองเค้นอ่านนานๆ บ้าง(เป็นบางบรรทัด) แต่บางบรรทัดก็อย่า "อ่านเลย"ก็แล้วกัน เพราะถ้าอ่านเลยไปแล้ว ต้องกลับมาอ่านใหม่อีกน่ะสิ

เล่มนี้ ผู้เขียนเลือกจะหยิบเรื่องราวที่ ใครหลายคน ระทมทุกข์กับชีวิตประจำวัน มามองหามุมมองว่ามี "เรื่องดี" ซึ่งเป็น สิ่งเล็กๆ ซ่อนอยู่ในเรื่องอมทุกข์ เหมือนกลางทะเลทราย ยังต้องมีแอ่งน้ำซ่อนอยู่

เรื่องเล่าส่วนใหญ่ จึงเป็นเนื้อหาที่ผู้เขียนผ่านพบประสบมา ซึ่งก็เป็นเรื่องทั่วไปธรรมดาที่คนชั้นกลางเดินถนนอย่างเราล้วนต้องพบเจอ จึงไม่น่าแปลกใจ ว่าทำไมแต่ละตอน ถึงทำให้คนอ่านรู้สึก "อิน" ตามกันไปด้วยนั่นเอง

นอกจากนี้ กลวิธีที่ เฮียนิ้วฯ นำมาใช้ ในเล่มนี้คือ การใช้ "ฟัง(อ่าน)เขาเล่ามา" นำความคิดเห็นของคนแต่ละมุมโลก มาชำแหละพร้อมแชร์ ทำให้ย่อยง่าย และสบายตัว ไม่ถึงกับต้องเดินหอบ เหงื่อตกปล่อยให้เราดั้นด้นค้นหาแอ่งน้ำด้วยตัวเอง

อีกอย่าง หนังสือเล่มนี้ได้ทำหน้าที่เป็นเหมือน ไกด์บุ๊คพาทัวร์ทะเลทรายที่ไม่ได้บอกว่า มีของดีซ่อนอยู่ตรงไหน แต่บอกวิธีการที่คุณจะมองหา "แอ่งน้ำ" นั้นได้อย่างไร ซึ่งสุดท้ายการที่ตัวเราจะไปค้นหา เพื่อค้นพบได้ ก็ต้องเริ่มจากบอกตัวเองที่หมดอาลัยตายอยากว่า

แอ่งน้ำอาจจะอยู่ไม่ไกลจากใจเรา

Thesis diary (2)  - งม “หัวข้อ”ในมหาสมุทร

หมายเหตุ –  บันทึกของคนที่เคยพาตัวเองหลงเข้าไปข้องแวะกับการทำวิทยานิพนธ์ (Thesis) ในคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ อยู่ได้สักพักใหญ่ๆ ถ้าจะหาความรู้วิชาการ หรือความจริงจังใดๆ ควรจะศึกษาเพิ่มเติมนะฮะ

...........................................................

“หัวข้อธีสิส หายากพอๆ กับรักแท้”

-นิรนามไม่ได้กล่าว-


หลังจากที่ (คนส่วนใหญ่) ตกลงปลงใจว่าจะเลือกทำธีสิสกันแล้ว เราก็เดินมาสู่เนินเขาแห่งปัญหายอดแรกที่ทุกคนจะต้องเจอ นั่นคือ การหา “หัวข้อ” เป็นปัญหาพาให้ว้าวุ่นใจ จนฮอร์โมนหลั่งไหลกันเลยทีเดียว เพราะการหา “หัวข้อ” สำหรับบางคนมันยากกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก ถ้าแย่กว่านั้น เหมือนการส่องหา “มดลูก”ของ “ลูกมด” ดูลำบ๊ากกก ลำบาก เป็นที่สุดจริงๆ นะตัวเธอว์ 

ส่วนใหญ่จะงุนงง ว่าควรจะหาหัวข้อจากไหนดี ในบางมหาวิทยาลัยจะมีเงื่อนไขว่าต้องมีการคิดหาหัวข้อก่อนจะเข้าเรียน เพื่อมาอธิบายในวันสอบสัมภาษณ์ไว้ก่อนแล้ว แต่ในสำนักท่าพระจันทร์ กว่าแต่ละคนจะเริ่มต้นคิดหัวข้อก็เริ่มกันตอนประมาณ ปี 1 เทอม 2 กันเป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นช่วงทำบัณฑิตสัมมนา (วิชาที่คล้ายๆ การทำเค้าโครงธีสิส )

จากข้อมูล “แนวทางในการเขียนวิทยานิพนธและสารนิพนธ์” ของ บัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  (ดูข้อมูลได้จาก http://grad.law.tu.ac.th/files/Thesis%281%29.pdf) เขาก็มีแนะนำแนวทางเบื้องต้นในการเฟ้นหาหัวข้อเอาไว้อย่างน่าสนใจเหมือนกัน

1.หาจากความชอบ ความสนใจ พื้นฐานของนักศึกษา

อย่างน้อยทุกคนก็น่าจะมีความรู้พื้นฐาน ความชอบส่วนตัวบ้าง การทำธีสิสก็เหมือนการแต่งงานกันทางวิชาการ เราต้องอยู่กินกับเมีย เอ๊ย! ธีสิสกันเป็นเดือนๆ ปีๆ เพราะงั้นถ้าจะรับธีสิสเข้ามาเป็นเมียแล้วก็น่าจะทำด้วยเพราะความชอบ ความรัก อย่าคิดว่าเลือกหัวข้ออะไรที่น่าจะดูง่ายๆ และทำให้จบไวๆ แต่พอทำไปจริงๆ เกิดมีปัญหาว่าประเด็นตัน ข้อมูลไม่พอ เดี๋ยวจะกลายเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก อยู่กับเมียที่ไม่รัก จดทะเบียนแล้วหย่าไม่ได้ จะพากันทุกข์ใจ

2.จากประสบการณ์ด้านการทํางาน

เรื่องนี้คนที่ทำงานจะถนัดเลย เช่น ตำรวจ อัยการ ศาล  นิติกร ก็เอาข้อมูลปัญหาจากที่ทำงานของตัวเองมาทำต่อ และง่ายในการค้นคว้าด้วยเพราะข้อมูลบางอย่างหาไม่ได้จากห้องสมุด และไม่แพร่หลาย

3.จากแหล่งข้อมูล

หัวข้อที่ได้จากแหล่งนี้ ส่วนใหญ่จะเกิดจากการอ่านตำรา วารสารทางวิชาการ ที่มักนำประเด็นกฎหมายมาเสนอแนะว่าแนวทางในปัจจุบันมีปัญหาอย่างไร ข้อดีคือ การหาจากแหล่งข้อมูลจะมีเอกสารที่พอจะสืบค้นได้ ข้อเสียคือ ถ้าหาจากแหล่งข้อมูลที่ง่ายๆ หรือคนทั่วไปเข้าถึงได้เหมือนกัน อาจจะมีการหาหัวข้อซ้ำกับคนอื่น

4.กิจกรรมด้านวิชาการ

ในบางกรณี สังคมตอนนั้นอาจจะมีประเด็นที่น่าสนใจมาก ทำให้เกิดมีงานเสวนาทางวิชาการหลายวง และมีปัญหาที่เขานำมาถกเถียง แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ซึ่งเราอาจจะนำข้อมูลที่ถกเถียงกันนี้แหละ มาเป็นประเด็นหัวข้อเลย เช่น ปราสาทเขาพระวิหาร (อันนี้เถียงกันมาหลายชั่วคน) ข้อดีส่วนนี้คือ มีคนคิดประเด็นปัญหาเอาไว้ให้เราแล้ว และปัญหาของนักวิชาการแต่ละคน ก็เป็นมุมมองใหม่ๆ ที่สด ข้อเสียคือคือ งานวิชาการอาจจะไม่ได้จัดขึ้นบ่อยๆ ถ้าไม่ได้มีประเด็นร้อนแรง

5.คําแนะนําของอาจารย์ผู้สอนและอาจารย์ที่ปรึกษา

เป็นแหล่งที่นักศึกษาร้อยละ 76.5 (ไปทำสถิติตอนไหนเนี่ย)จะได้หัวข้อจากตรงนี้ โดยส่วนใหญ่จะได้จากช่วงการเรียนบัณฑิตสัมมนา ซึ่งอาจารย์จะบอกอธิบายหัวข้อที่ดูน่าจะมีปัญหา ถ้าเราสนใจก็ตรงเข้าไปหาบอกจะทำแล้วรีบไปจดจองหัวข้อเอาไว้ ในการเรียนวิชาบัณฑิตสัมมนา เป็นช่วงที่อาจารย์ได้มาแนะแนวทางในการเลือกหัวข้อ และบางทีก็เป็นการมาเสนอหัวข้อให้แก่นักศึกษาด้วย ถ้าเราสนใจก็อาจจะนำมาต่อยอดเป็นเค้าโครงธีสิสได้ด้วย อย่างไรก็ดี เราต้องดูก่อนว่า อาจารย์แต่ละคนมีความชอบและสนใจแตกต่างกันไป อย่างในสาขาอาญา เราจะรู้กันว่า ถ้าจะทำหัวข้ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจ การกระทำความผิดต่อเด็กหรือครอบครัว ปัญหาทางการแพทย์ เราควรจะไปปรึกษาอาจารย์ท่านไหนกันบ้าง

6.ความต้องการของหน่วยงานภายนอกหน่วยงานอื่น ๆ

ส่วนใหญ่จะมาในลักษณะของ “ทุนวิจัยหรือทุนสนับสนุน ป.โท” ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะกำหนดขอบเขตหัวข้อกว้างๆ ที่เขาต้องการหรือสนใจ ซึ่งเราก็สามารถเลือกเป็นแนวทางในการทำธีสิสได้

แม้ว่าแนวทางในการดั้นด้นค้นหาหัวข้อจะมีถึง 6 ประเด็น แต่ในการหาหัวข้อก็ไม่ได้จะเลือกใช้แค่วิธีใดวิธีหนึ่งเท่านั้น บางคนอาจจะใช้หลายหัวข้อในการค้นหา บางคนอาจจะใช้ทุกวิธีเลยก็ได้

สีหน้าของคน งม "หัวข้อ" ได้

เฉพาะในสาขาอาญา การจะงมหาหัวข้อก็เรียกได้ว่ายากเย็นอยู่เหมือนกัน เพราะส่วนใหญ่หัวข้อที่เกี่ยวกับอาญาโดยตรงมักจะถูกทำเป็นธีสิสไปหมดแล้ว โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับประมวลอาญา (ป.อ. ) เช่น การกระทำความผิด การกระทำโดยเจตนา การกระทำโดยประมาท การฆ่า การปล้น การลักทรัพย์ ฯลฯ และ ประมวลวิธีพิจารณาความอาญา(ป.วิ.อ) เช่น การสืบสวนสอบสวน การอุทธรณ์ในศาลสูง

ดังนั้นการจะ “คิด” หัวข้อแล้วจะไม่เจอว่าซ้ำ มีคนอื่นคิด หรือตกอยู่ในภาวะ “เมียพี่มีชู้” แล้ว ถือว่าน้อยมากเลยทีเดียว ยิ่งถ้าเพิ่งเรียน ป.ตรีจบใหม่ๆ โลกยังแคบ หนังสือก็อ่านน้อย แล้วจะหาหัวข้อจากเอกสารอย่างเดียว (ตามแนวทางการหาหัวข้อที่ 1 และ 3) คงจะมืดแปดด้านพอสมควร

ในสาขาอาญา หลายคนจึงเลือกทำธีสิสที่มีส่วนผสมแบบลูกครึ่งกัน คือใช้ความรู้ทางด้านกฎหมายอาญาผสมกับความรู้ทางด้านศาสตร์อื่นไปด้วย เช่น อาญากับกฎหมายการแพทย์ ซึ่งอาจจะต้องหาข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ ในประเด็นภาวะการตายของสมองเป็นต้น หรืออาชญากรรมเศรษฐกิจ ต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับทางด้านการเงิน หรือเศรษฐกิจบ้าง หรือการกระทำความผิดต่อเด็กและครอบครัว รวมถึงการเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์กฎหมาย

เมื่อเลือกหัวข้อที่ ตัวเองคิดว่า “น่าสนใจ” แล้ว อย่าลืมเล็งหาอาจารย์ที่ปรึกษาด้วย อีกทั้งต้องคอยนำข้อมูลหรือประเด็นเหล่านี้ ไปลองพูดคุยว่าอาจารย์สนใจ หรือเห็นประเด็นปัญหาของเราพอจะพัฒนาเป็นธีสิสต่อไปในอนาคตได้หรือไม่

บางคนอาจจะได้รับคำปฏิเสธ ว่ายังไม่พอจะเป็นหัวข้อธีสิสได้ ก็อย่าเพิ่งถอดใจ เพราะยังมีทางเลือกคือ กลับไปหาข้อมูลมาใหม่เพิ่มเติม เพื่อจะยืนยันว่าสิ่งที่เลือกมาถูกต้องและจะทำได้ ในบางกรณี ถ้าอาจารย์มีประเด็นอื่นๆ ที่เราพอจะทำได้และสนใจก็อาจจะนำไปคิดต่อ แล้วนำมาเสนอในคราวต่อไปด้วยก็ได้

ตอนที่ผมเริ่มต้นงมหาหัวข้อนั้น  ในสาขากฎหมายอาญา ถือว่าโชคดีหน่อยที่ว่ามีประมวลอาญาฉบับอ้างอิง (จัดทำโดย อ.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ) และป.วิ.อาญา ฉบับอ้างอิง (จัดทำโดย อ.สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล)ที่มีการรวบรวมข้อมูลมาในระดับหนึ่งแล้วว่าแต่ละมาตรา เคยมีใครเขียนธีสิส หรือบทความอะไรมาแล้วบ้าง ซึ่งก็ทำให้ง่ายขึ้นในการที่จะเลือกว่ามาตราไหนมีคนสนใจมากหรือน้อย และเราจะมีแหล่งทรัพยากรอื่นๆ มาเขียนประกอบด้วยรึเปล่า (แนวทางการหาหัวข้อที่ 3)

ตอนนั้น กำลังลังเล ว่าอยากลองทำธีสิสเกี่ยวกับอาชญากรรมเศรษฐกิจดีหรือลองเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์ดี ช่วงแรกอย่างลองทำเรื่อง “อั้งยี่” เพราะไม่เคยมีคนทำธีสิสเลย เอาสิวุ้ย อย่างนี้สบายไม่ซ้ำใครแน่ แต่พอไปลองค้นจริงๆ ข้อมูลหายากพอสมควร เลยเข้าใจแล้วล่ะว่า ทำไมถึงไม่มีเคยมีคนทำซะที สุดท้ายก็ได้ลองแวะไปคุยกับอาจารย์แสวง (รู้กันว่าอาจารย์มีความถนัดในเรื่องทางการแพทย์ และทางประวัติศาสตร์ด้วย) อาจารย์ก็แนะว่าในประเด็นเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์ ยังมีประเด็นอีกเยอะ และคนยังทำน้อย น่าจะลองเลือกมาทำ (แนวทางการหาหัวข้อที่ 5) และในช่วงบัณฑิตสัมมนา อาจารย์ยังเชิญ อ.กฤษฎา บุณยสมิต(เป็นวิทยากรรับเชิญ) มาบรรยายประเด็นประวัติศาสตร์กฎหมายว่ามีเนื้อหาอะไรบ้างที่พอจะต่อยอดหรือนำไปทำธีสิสได้บ้าง

 นี่เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่จะลองเลือกทำธีสิสในแนวเปรียบเทียบเชิงประวัติศาสตร์ คราวนี้ก็ลองค้นหาอีกว่า ธีสิสของประวัติศาสตร์กฎหมายเขาทำอะไรกันบ้าง อย่างแรกที่ต้องทำคือสำรวจว่าในธรรมศาสตร์ เคยมีคนทำในประเด็นที่เกี่ยวข้องอะไรไว้บ้าง พอค้นหาดูก็พบว่ามีคนเคยทำไว้หลายประเด็น เช่น  แนวคิดในการลงโทษของกฎหมายตราสามดวง กระบวนการตรวจสอบความจริงในคดีอาญาศึกษาจากฎหมายตราสามดวง บทบาทขององค์กรและบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายตราสามดวง (ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการศึกษากฎหมายตราสามดวง เพราะเป็นกฎหมายเก่าของไทย)

หลังจากลองอ่านข้อมูลทั่วๆ ไป จากแหล่งธีสิสที่มีคนเคยทำ หรือตามเว็บไซต์และหนังสือตำราหลายเล่ม บวกกับตอนนั้นมีเพื่อนในสาขาเลือกจะทำในเชิงประวัติศาสตร์เหมือนกันและเลือกว่าจะทำในฐานความผิดทำร้ายร่างกาย เลยคิดว่า สุดท้ายก็เลือกว่าจะลองทำในประเด็นความผิดทางอาญาฐานใดฐานหนึ่ง แล้วหยิบนำมาเปรียบเทียบในเชิงประวัติศาสตร์ บังเอิญว่าข่าวในช่วงนั้นการหมิ่นประมาทและดูหมิ่นบุคคลกำลังเป็นประเด็นปัญหาอยู่ว่ามีที่มาจากไหน?และเริ่มมีงานเสวนาทางวิชาการที่พูดถึงกันมากอยู่พอสมควร (แนวทางการหาหัวข้อที่ 3 และ 4) ตอนนั้นเลยเริ่มคิดว่าน่าจะลองทำในประเด็นนี้

พอเริ่มสำรวจว่ามีหัวข้ออะไรบ้างแล้ว เราก็ต้องลองตรวจดูอีกว่าในมหาวิทยาลัยอื่นๆ เขามีใครทำหัวข้อที่คล้ายคลึงกันบ้างรึเปล่า ในธรรมศาสตร์(เพิ่ง)จะมีเว็บไซต์ที่ช่วยในการสืบค้นข้อมูล   สามารถดูเพิ่มได้ที่นี่ ในขณะเดียวกันยังสามารถดูรายชื่อหัวข้อที่มหาวิทยาลัยอื่นเคยทำมาแล้ว ที่นี่ (ข้อมูลอัพเดท 18 มกรา 2556 ) ควรเลือกดูธีสิส 1.ธรรมศาสตร์ 2. จุฬาฯ 3. รามคำแหง  และที่ต้องดูเผื่อ ๆ คือ 4. ธีสิสของม.ธุรกิจบัณฑิตย์ เพราะอาจารย์ในคณะหลายท่านไปสอนที่นี่เลยอาจจะทำให้มีการทำธีสิสหัวข้อที่คล้ายกันก็ได้

คราวนี้เราเริ่มต้นจากการหาเปรียบเทียบหัวข้อธีสิสของทางฝั่งจุฬา แล้วบังเอิญไปเจอธีสิสจุฬาหลายเล่มที่ทำในเชิงประวัติศาสตร์เอาไว้เหมือนกัน เช่น ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและอนาจาร ศึกษาตั้งแต่กฎหมายตราสามดวงถึงประมวลกฎหมายอาญา และที่น่ากังวลใจคือ จุฬาฯ เคยมีคนทำธีสิสในหัวข้อเกี่ยวกับดูหมิ่นและหมิ่นประมาทเปรียบเทียบกฎหมายตราสามดวงไว้แล้วซะด้วย

งานเข้า!!! ผู้หญิงที่เราอยากจีบ เอ๊ย! หัวข้อที่เราอยากทำ ดันมีคนทำไปซะแล้ว