- ถ้าคุณไม่ได้เป็นคนแก้ปัญหา  คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา-

เวลาประท้วงแบบสันติอหิงสา (ที่ทุกแกนนำชอบพูดติดปาก) นี่คือไม่ได้เอาคนแห่ไปเยอะๆ แล้วไปล้อมตึกนะฮะ ...สมมติคุณนั่งอยู่ในบ้าน มีชายฉกรรจ์ 100 คน มาเดินเล่นอยู่ในสวนหน้าบ้าน พร้อมเสียงโห่ แบบนี้ ในมุมมองกฎหมายอาญา มันเป็นทั้งบุกรุกและข่มขู่ได้เหมียนกันนนนนน ...

ไม่ว่าจะอหิงสาหรือจะอารยะขัดขืน ถ้าพูดแบบสรุป มันคือการ "ไม่ยอมทำตามกฎหมาย" หรือ "ดื้อแพ่ง"

อย่างในอเมริกา ที่เคยมีกฎหมายว่าถ้าคนผิวดำนั่งในรถเมล์ ต้องลุกให้คนผิวขาวนั่ง หรือสถานบริการต่างๆ ที่ไม่บริการให้คนผิวดำ คนผิวดำก็มีการประท้วงชวนกันไปขึ้นรถเมล์ หรือรวมกันไปนั่งเฉยๆ ในร้านอาหาร ห้องสมุด โรงหนัง ทำให้ร้านพวกนี้เดือดร้อนค้าขายไม่ได้ จนพอตำรวจมาจับ ก็ยอมให้จับ เพื่อให้เกิดกระแสและเป็นข่าวใหญ่โต

อย่างตอน มหาตมา คานธี แกประท้วงอังกฤษ ก็บอกทุกคนว่าจะไม่ใช้เครื่องแต่งกายของอังกฤษ เลยตัดสินใจชวนคนมาทอฝ้าย ปั่นด้ายใช้เอง ทำเสื้อผ้าเอง

แบบนี้ก็ไม่ได้ดูว่าคุกคามใคร แถมยังเป็นการอุดหนุนชาวไร่ฝ้าย และคนทอผ้าพื้นเมืองอีกต่างหาก

หรือกฎหมายห้ามชาวบ้านทำเกลือเอง คานธี ชวนคนเดินกันไปแถวใกล้ทะเล แล้วก็เริ่มทำนาเกลือกันเลย แบบนี้ไม่มีใครเดือดร้อนฮะ (แต่รัฐเดือดร้อนเพราะมันฝ่าฝืนกฎหมายที่บังคับ) ...

".. การที่ข้าพเจ้ามิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่นั้น มิใช่เพราะข้าพเจ้าไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง แต่เป็นเพราะข้าพเจ้าต้องการปฏิบัติตามคำสั่งที่สูงยิ่งไปกว่านั้น นั่นคือคำสั่งแห่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของข้าพเจ้าเอง..."
 

อย่างไรก็ดี ช่วงที่คานธี ลองใช้ วิธีอหิงสาก็มีคนไม่เข้าใจอยู่เยอะ และเกิดการปะทะรุนแรง จนคานธีคิดว่า วิธีอหิงสา ต้องให้ความรู้ต่อคนที่ร่วมชุมนุมด้วยน่ะแหละ มีการอบรมนักรบอหิงสา (คนที่ฝึกฝนวิธีอหิงสาแบบคานธี) และมีการเขียนกฎเป็นข้อๆ เอาไว้เช่นว่า ต้องระงับความโกรธ ไม่ทำร้ายฝ่ายตรงข้าม ไม่ตอบโต้ ยอมให้จับ ไม่ดูถูกเหยียดหยามอีกฝ่าย และข้อนี้สำคัญมาก ....***ถ้าหากมีคนพยายามทำร้ายหรือดูหมิ่นเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องปกป้องเจ้าหน้าที่คนนั้นด้วยซ้ำไป .. (แม้จะมองว่าเป็นคนที่มาปราบปราม แต่ก็ยังมีจิตเมตตาที่จะให้การคุ้มครองด้วย แต่ของไทยก็ใช้อาศัยจังหวะชุลมุนต่อสู้กัน)

แต่ดื้อแพ่งแบบไทยๆ ตลอดช่วงเวลา 7-10 ปีที่ผ่านมา มองว่าเป็นการ "คุกคาม" มากกว่าจะ "ขัดขืน" ..เพื่อนเรานิ่งเฉยๆ หรือดูจะเป็นกลาง ไม่ยอมอยู่ฝั่งเรา ก็ไปด่าว่าเขาไม่รักชาติ เป็นพวก "ไทยเฉย" ... สื่อฯรายงานไม่ถูกใจ ก็เอาคนไปปิดล้อม เอาชื่อนักข่าวมาแห่ประจาน และให้ช่วยกันรุมด่า ช่วยกันโทร.ไปด่า ... คนไหนคิดต่าง ก็ไปด่าว่าเขาโง่ หรือไม่ก็เอาสีไปใส่เรียกเป็นพวกเสื้อเหลือง เสื้อแดง เป็นพวกสลิ่ม พร้อมตั้งฉายา ตั้งคำยั่วยุอีกมากมาย ...

หลายปีที่ผ่านมา วิธีแบบนี้คือดื้อแพ่ง หรืออหิงสางั้นเหรอ ?
สิ่งที่ต่อสู้ ใช้ "ความรู้" หรือ "ความรู้สึก" ?
เราเดินประท้วงด้วยสติ หรือพวกมากลากไป ?
เราต่อสู้เพราะเราเดือดร้อน หรือประเทศชาติเดือดร้อน ?
ประชาธิปไตยแบบใหม่ คือต้องมีแต่ "พวกกู" กับ "พวกมึง" แต่ไม่มีคำว่า "พวกเรา" ?

การต่อสู้แบบสงบ วิธีสงบควรจะเป็น ใจสงบ ใจกว้างพอจะรับอีกฝ่ายเข้ามาในหัวใจ
วิธีการต่อสู้ ควรเป็นการประท้วงที่มุ่งจะทำให้รัฐ (ผู้ปกครอง) ที่เราจะประท้วงน่ะเป็นผู้เดือดร้อน มากกว่าจะไปรบกวนหรือทำให้คนรอบข้างหรือคนอื่นเดือดร้อนรับเคราะห์แทน
วิธีการเช่นนี้ต่างหากที่จะช่วยดึงมวลชน หรือไทยเฉย (รวมถึงคนที่คิดต่างทั้งหลาย)มาร่วมมือ มากกว่าจะผลักดันพวกเขาออกไ
- คุณมีข้าวสวยของคุณ ผมมีปลาดิบของผม แค่นี้ก็เป็นซูชิแล้ว -
 
 
 
 
เดือนนี้ทั้งเดือน เรียกได้ว่า "ออกเดินสาย" ไปงานแต่งงานทุกอาทิตย์ แต่ไม่ได้ไปในฐานะแขกรับเชิ ญโดยตรง ไปในฐานะคนขับรถที่พาคนในบ้ านไปงานแต่งงานเหล่านั้นน่ะ แหละ ลูกสาวเพื่อนแม่ ลูกชายเจ๊คนนู้น อากู๋คนนั้น อาซิ้มคนนี้ ฯลฯ

งานแต่งงานแรกของเดือนนี้ที่ได้ไป เจ้าบ่าวเป็นคนญี่ปุ่น และเจ้าสาวเป็นคนไทย (เชื้อสายจีน)
งานก็เลยจัดกินแบบค็อกเทล (ผสมบุปเฟต์+ซูชิบาร์) อารมณ์ในงานก็ประดุจว่าเหมื อนได้ดูหนังซีรีส์งานแต่งงา นคนญี่ปุ่น ที่ไม่มีซับไทย แถมมีภาษาจีนประกอบจากแขกบางกลุ่ม (ญาติๆ ทางฝั่งเจ้าสาวนี่แหละวุ้ย) ราวกับว่างานนี้จะเป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพไทย-จีน - เจแปน ยังไงยั้งงั้น

งานนี้น่าสนใจ เพราะเจ้าภาพเขาก็ยืนยันว่าจัดแบบพิธีอิงญี่ปุ่น นะตัวเธอว์ เพราะงั้นอย่าหวังว่าจะได้พบว่ามี ส.ส. หรือกำนันคนไหนมากล่าวเปิดงาน และห้อยพวงมาลัยให้บ่าวสาวนะฮ้าฟฟฟฟ

ไอ้เราก็ไปเดินเก้ๆกังๆ อยู่ในนั้นแบบไม่รู้จักบ่าวสาว ตอนนี้ถึงเพิ่งได้รู้สึกประโยชน์ของแก้วเหล้า แก้วน้ำแล้วว่ามันมีประโยชน์เอาไว้ยืนถือแก้เขินในงานนี้ล่ะวุ้ย

ที่สำคัญในงานนี้ เขาเน้นการพูดคุยซะเป็นส่วนใหญ่ (แน่นอนว่า ภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ ) เชิญตั้งแต่ พ่อแม่เจ้าบ่าว เจ้านาย น้องชาย น้องสาว (ทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาว) และสารพัดเพื่อนฝูง รวมถึงมีแขกชาวเวียดนาม ขึ้นมากล่าว เรียกได้ว่า งานไม่ได้ใหญ่ คนน้อยๆ แต่เน้นคุยกันยาว อวยกันเยอะ สัมภาษณ์กันอีกมากมาย (ไอ้พวกพรีเซนต์เทชั่น ว่าพบกันยังไง อย่าหวังว่าจะได้เห็น)

แต่เราก็จะได้เจอคำถามที่คุ้นหูดี เช่นว่า