ชินกร ไกรลาศ...เพราะ/รัก/ถึง/ซึ้ง

 
ในห้องสี่เหลี่ยมที่เรียกว่า Learning Auditorium
            “...รูป ดังองค์อินทร์ หยาดฟ้า มาสู่ดิน โสภิณดังเดือนดวง เหนือแผ่น ดินแดนสรวง เหนือปวง หนุ่มใด (ลา...ล้า...ลา) เหล่าอนงค์ หลงสวาท ยอมเป็นทาส รักบำเรอ นามขุนลอ ท้าวเธอ ทรงสถิตย์ ณ ทรวงใจ...”
            ที่นี่...ไม่ใช่ท้องทุ่ง ไร่นา และป่าเขา แต่กลับมีเสียงเพลง “ยอยศพระลอ” ของชินกร ไกรลาศ นักร้องลูกทุ่งเสียงสวรรค์จากอำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย กำลังขับกล่อมแฟนเพลงของเขาให้ฟังอย่างรื่นรมย์
            TK Park ร่วมส่งท้ายปลายเดือนพฤศจิกายน 2552 วันเสาร์ที่ 28 เวลา16.30 -18.00 น.กับเพลงดี ดนตรีเพราะ ในกิจกรรมดนตรีเพื่อการศึกษา (Saturday Music Ed) ที่เปรมใจนำเสนอ ลูกทุ่งร่วมสมัย ผลงานดี มีคุณภาพ แด่มิตรรักและแฟนเพลงอีกแล้วครับท่าน

 
ชินกร ไกรลาศกับอิริยาบถสบาย ๆ

1.เพราะ
            ในความรับรู้ของเหล่าชน ผู้นิยมฟังดนตรี ไม่จำกัดแนวเพลงหรือคอกค่าย ชื่อชินกร ไกรลาศ (ชื่อจริง ชิน ฝ้ายเทศ) ย่อมเป็นที่รับทราบกันอย่างดี ว่าเขาเป็นนักร้องลูกทุ่งระดับตำนานไปแล้ว ด้วยวัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 6 แต่น้ำเสียงไม่เคยหล่นจากมาตรฐานในครั้งวัยเยาว์ จะมีก็แต่ประสบการณ์ ท่วงทำนอง ช่วงชั้นลีลา ที่กลับเพิ่มพูนมากขึ้น ทำให้บทเพลงแต่ละชิ้น ที่ผ่านปากของชินกร เป็นเหมือนเสียงสวรรค์ที่ทำให้ผู้ได้ยินได้ฟัง ล้วนแล้วแต่เคลิบเคลิ้ม จนบางทีคำว่า “ไพเราะเพราะพริ้ง” คงจะมีค่าน้อยด้อยราคาหากนำมาเปรียบกับเสียงเพลงของนักร้องลูกทุ่งผู้นี้
          แสงไฟบนเวทียังทำหน้าที่อย่างซื่อตรง การพูดคุยบนเวทีกำลังดำเนินไปอย่างสนุกสนาน โดยมี ดีเจซี้ด-นรเศรษฐ์ หมัดคง โปรดิวเซอร์ในผลงาน “อีเคล็กติค สุนทราภรณ์” (เป็นการนำบทเพลงสุนทราภรณ์มาดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัย) เป็นพิธีกรดำเนินรายการครั้งนี้ใครหลายคนมักรู้จัก ชินกร ไกรลาศ ในฐานะนักร้องเพลงลูกทุ่ง นักทำขวัญนาค นักแหล่ชื่อดัง และศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง ปีพ.ศ.2541 แต่ชินกร เผยว่าตัวเขาสามารถอยู่ในทุกที่ เป็นได้ทุกอย่างของวงการเพลง ทั้งนักดนตรี นักแต่งเพลง นักพูด ที่สามารถทำได้
ทุกรูปแบบ
            แม้ว่าเพลงลูกทุ่ง มักถูกท้าทายว่าเฉิ่ม เชย และล้าสมัย แต่สำหรับ ผู้ชายชื่อชินกร เขากลับทำให้บทเพลงลูกทุ่งอยู่ร่วมสมัยได้อย่างไม่เคอะเขิน หากเทียบเพลงแหล่กับทางแนวเพลงฝรั่งที่เน้นจังหวะการเอื้อนประกอบ หรือการร้องโต้ตอบ เขาก็คือราชาเพลงโซล(Soul Music) คนหนึ่งของเมืองไทย
            “ขอให้ผมได้ลองฟังกระแสเพลงต่างประเทศสักนิดนึง ผมสามารถเอามาร่วมทำเป็นจังหวะไทย ๆ ได้”
            สำหรับการทำงานดนตรีร่วมกับคนรุ่นใหม่ ชินกร มองว่าคนรุ่นใหม่มักทำงานกันแบบลวก ๆ จนเกินไป ซึ่งตัวเขามักเลือกทำแนวเพลงที่ยาก ๆ และท้าทายกว่า แต่ใช้วิธีที่ทำได้ง่าย ๆ คือการหยิบยืมทำนองของพ่อขุนรามคำแหงมาใช้ ซึ่งมีทั้งหมด 5 เสียงคือ “สามัญ เอก โท ตรี จัตวา” เพียงแค่ร้องเพลงไม่ให้เพี้ยนจากเสียงของวรรณยุกต์ ก็คือหลักการที่ดีและถูกต้องแล้ว เพราะทุกตัวอักษรของไทยมีตัวโน้ตกำกับเอาไว้
            นักแหล่อาวุโส ลองเอาเพลง “กรุงเทพมหานคร” ที่ทุกคนมักได้ยินติดหูในจังหวะของอัศนี-วสันต์ มาร้องแหล่ในจังหวะของตัวเองด้วยโทนเรียบ ๆ แต่ฟังแล้วรื่นหู สบายอารมณ์ จนผู้ฟังแทบจะเห็นเทวดาในเมื่องฟ้าอมรจากตัวอักษรเสียงที่หล่นลงมา
            นอกจากนี้ บทสวดมนต์ต่าง ๆ อย่างชินบัญชร พาหุงฯ โพธิบาท(คาถาป้องกันภัยสิบทิศ) ที่หลายคนเคยฟังแต่ทำนองของพระสวดที่อาจจะทำให้ง่วงหงาวหาวนอน แต่ชินกรกลับหยิบมาใส่ทำนองดนตรีเรียบเรียงใหม่ ที่ผู้คนทั่วไปสามารถสวดตามและรับฟังถึงความไพเราะได้

บรรยากาศการพูดคุยบนเวที

2.รัก
            “โอ้ขวัญเอ่ย ขวัญอ่อน ขวัญสัญจร จากกายอินทรีย์ เชิญมิ่งขวัญอันโสภี มาทำหน้าที่ อย่าหนีไปไกล อย่าเมินเฉยเลยนะเจ้า มิ่งขวัญจงเข้า มาไว ๆ ...อย่าหลบลี้หนีหาย กลับสู่ร่างกาย เถอะขวัญเอย โอ้ขวัญเอ๋ย ขวัญมา สู่กายา มาสุขสม แสนระรื่น ชื่นอารมณ์ สู่สังคม สุขสบาย...”
            สำหรับ “ผู้ชม คนดู หรือแฟนเพลง” เป็นเหมือนมิ่งขวัญ ที่มอบกำลังใจให้แก่ชินกรบนเวที และตัวเขาเองก็เป็นเหมือนมิ่งขวัญที่มอบเสียงเพลงให้แก่ผู้ชมที่รัก ซึ่งต่างเป็นมิ่งขวัญของกันและกัน บทเพลงแรกที่ชินกรเลือกมาขับร้องจึงเป็นการทำพิธีบายศรีให้แด่ผู้ชม โดยมีนางรำแต่งกายสวยงามทั้งหกคน ถือพานบายศรีออกมา เป็นภาพที่เรียกรอยยิ้มจากผู้ชมและความน่าสนใจให้กับเด็ก ๆ หลายคนที่ไม่เคยเห็นพิธีดังกล่าว

ภาพบายศรีสู่ขวัญแด่ผู้ชม

            หากเอ่ยถึงชื่อ “ชินกร ไกรลาศ” นอกจากน้ำเสียงที่ไพเพราะแล้ว บทเพลงที่นักร้องลูกทุ่งผู้นี้เลือกขับร้อง ยังเต็มอิ่มไปด้วยความรัก แต่ไม่ใช่เพียงแค่อธิบายความสวยงามหรือความรักเฉพาะในเพลง“ยอยศพระลอ”เสมอไป เพราะความรักในบทเพลงของชินกรยังเต็มไปด้วยความเมตตาอย่างเพลง “สายน้ำศักดิ์สิทธิ์” ที่บอกเล่าถึงน้ำนมของมารดา หรือความรักความเทิดทูนที่มีต่อองค์พระมหากษัตริย์ในเพลง
“ยอยศพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่9)”
            “...ทรงธรรมทศพิธ ราชกิจประเพณี ปกป้องประชาชี หกสิบสามปีที่ผ่านมา นวมินพระปิ่นปราชญ์ เสวยราชย์นานพรรษา เอกองค์เดียวในโลกา หาไม่มีที่เปรียบปาน...”
 
3.ถึง
            การชมคอนเสิร์ตสมัยใหม่มักชอบปิดไฟในบริเวณที่นั่งของผู้ชมให้มืดสนิท แต่ในการเข้าชมตลอดงานดนตรีครั้งนี้ ผู้ชมจะได้ความรู้สึกแปลกใหม่เพราะทั้งบนเวทีและข้างล่างที่ผู้ชมนั่งอยู่ มีแสงไฟพอจะส่องสว่างให้เห็นหน้าค่าตากันระหว่างนักร้องและผู้ชม
            “ผม อยากเห็นหน้าท่านผู้ชมชัด ๆ ผมอยากจะเห็นรอยยิ้มของท่าน ผมอยากจะมองความรู้สึก อยากรู้ว่าท่านอยู่ในอารมณ์ไหน เพราะการดับไฟเป็นการปิดดวงปัญญา แล้วทำให้เราเหมือนคนห่างไกลกัน”
            แสงไฟบนเวทีสว่างพอที่จะทำให้ผู้ชมเห็นรอยยิ้มอย่างสุขใจของชินกร ได้อย่างชัดเจน
            ชินกร หวนระลึกถึงครูเพลงคนสำคัญ อย่างครูไพบูลย์ บุตรขัน ผู้ได้รับขนานนามว่าเป็น “อัจฉริยะนักประพันธ์เพลงหมายเลขหนึ่งของเมืองไทย” ผู้ซึ่งเขียนเพลง “เพชรร่วงในสลัม” ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ชินกร เป็นอย่างมาก รวมถึงการสอนของครู ที่มักหาวิธีทดสอบสารพัด ซึ่งนั่นทำให้ชินกรมุ่งมั่นและหมั่นเรียนรู้ในงานแขนงต่าง ๆ รวมถึงคอยพัฒนาฝีมือของตัวเองอยู่ตลอด ทั้งโปรดิวเซอร์ คนเขียนเนื้อเพลงและทำนอง ซึ่งเขาได้แสดงให้เห็นว่า เขามีความสามารถที่ไม่ได้เป็นแค่นักร้องที่ร้องเก่งเพียงอย่างเดียว
            ผลงานสร้างสรรค์ของชินกร ที่มีความหลากหลายและน่าสนใจ ทำให้ผู้ชมในห้อง รับฟังกันอย่างเพลิดเพลิน เช่นเพลง“ชินกร ก.ไก่” ที่ให้คำนิยามของ ก.ไก่จนถึง ฮ.นกฮูกแบบใหม่ หรือเพลง “แมว” ที่เขาเลือกเลียนเสียงร้องของแมวมาใส่เอาไว้ ทำให้เรียกเสียงหัวเราะจากคนดู
            “แล้วไปจับหนู มาให้แมวสาว คาบวางให้นางตรงหน้า(ซ้ำ) แล้วร้องถามว่า อาว ไม่อาว(ซ้ำ) ...ไมตรีที่มีมาให้ เล่น เอาหัวใจคลายเศร้า ความหิวความเสน่หา ทำให้ อุราร้อนผ่าว เห็นหนูวางอยู่ตรงหน้า(ซ้ำ) จึงร้องตอบว่า อาว ก็อาว (ซ้ำ)...”
            อีกสิ่งหนึ่งที่คนดูประทับใจ คือ ความสุภาพเรียบร้อยต่อ “ท่านผู้ชม” ของศิลปินแห่งชาติ ทุกครั้งที่ได้รับเสียงปรบมือ เราจะเห็น นักร้องลูกทุ่งชื่อดังยกมือไหว้ขอบคุณอย่างไม่ถือตัว จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจว่าทำไมทุกวันนี้ชื่อของชินกร ไกรลาศ จึงยังสามารถเข้าถึงผู้ชมเหมือนไปนั่งอยู่ในกลางหัวใจได้

การแสดงชุดของศิลปินแห่งชาติ ที่เรียกรอยยิ้ม และความประทับใจจากคนดูอย่าล้นหลาม

4.ซึ้ง
            ในการแต่งเพลง ชินกรบอกเคล็ดลับว่าให้เลือกมองหาแก่นของเรื่องก่อน แล้วจะพบกับสิ่งแวดล้อมหรือบริบทเอง เขาลองเลือกมองโลกเป็นแก่น แล้วพบว่าความเมตตาปรานีคือบริบทของโลกใบนี้ แต่เมื่อหันกลับมามองโลกของเราทุกวันนี้ มันเริ่มจะไม่สวยเหมือนอย่างก่อนแล้ว
            สิ่งหนึ่งที่ชินกร วอนขอจากผู้ฟังนั่นคือการเปิดใจ ตั้งอารมณ์ให้เกิดความปีติก่อนจะรับฟังบทเพลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ฟังได้รับอรรถรสและความซาบซึ้งของจังหวะและท่วง ทำนองที่นักร้องลูกทุ่งมุ่งถ่ายทอดให้ผู้ชมได้เสพซึ้ง
            “ถ้าฟังด้วยความชิงชัง ฟังอะไรก็ไม่ไพเราะทั้งนั้น แต่ถ้าเราฟังด้วยความเมตตา เราจะมีความรู้สึกว่าเราได้ปรับตัวเองให้ดีขึ้นแล้ว”
            เสียงกล่าวของชินกรจบลง แต่พิธีกรบนเวทีขอเพลงส่งท้ายสำหรับวันนี้...มีหรือที่ชินกรจะขัดใจแฟนเพลงได้
            “โฮ...โห่...โห......กลองยาวพ่อเอ๋ย กลองยาวพ่อเอย...” เพลงกลองยาวดังขึ้น จังหวะลูกทุ่งสนุก ๆ ก็ปลุกหัวใจผู้ชมได้สนุกสุขซึ้งกันอีกครั้ง
 
ชินราช ไกรสร {If moon comeback}
 
 
อ้างอิง
(1.)เจนภพ จบกระบวนวรรณ. เพลงลูกทุ่ง, TK Park Music Library ชุดดนตรีไทย – กรุงเทพฯ : สำนักงานอุทยานการเรียนรู้, พ.ศ. 2550.
(2.)TK Park. ลูกทุ่งร่วมสมัย ชินกร ไกรลาศ – เอกสารประกอบ รายการดนตรีเพื่อการศึกษา, พ.ศ.2552
 
(http://www.tkpark.or.th/tk/index.php?option=com_content&view=article&id=1212&Itemid=7&lang=en)

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet