4 ปี (และอาจจะหลายปี) สำหรับเธอ...เหล่านักศึกษาผู้ร่ำเรียนมาอย่างหนัก พร้อมๆกับ เครื่องถ่ายเอกสารครูคนที่สองซึ่งทำงานหนักไม่แพ้กัน 


วันสุดท้ายที่เธอจะมีสิทธิ์ได้ใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ก็คงเป็นวันรับปริญญา  


บางคนอาจจะค้นพบว่า หลายปีที่เรียนมา ยังไม่เหนื่อยเท่ากับวันรับปริญญาเพียงวันเดียว ตื่นแต่เช้ามาทำผม ถักเปียให้สวย เป่าลมให้ฟู โบกหน้าให้หนา  พร้อมมายืนยิ้ม ตากแดดและบางครั้งต้องหนีฝน เพื่อรอถ่ายรูปพร้อมกับพ่อแม่ ญาติ และเพื่อนๆ ที่มาร่วมยินดี


พอมาย้อนคิดดู “วันรับปริญญา” เธอไม่ได้ถือปริญญากลับบ้านอย่างเดียว แต่หอบหิ้ว “อะไร” กลับมาอีกมากมาย


ทุกครั้งที่มางานรับปริญญา นอกจากจะเห็นช่อดอกไม้ ยังมี “ของขวัญ”ใหม่ๆ โผล่มาให้ประหลาดใจอยู่ตลอด แต่ละอย่างล้วนผ่านการคิดสร้างสรรค์ ให้แปลก ให้แตกต่างและถ้าตลกได้ก็จะถูกคาดหวังว่าจะเป็นที่ชื่นชอบของผู้รับ ครั้งหนึ่งป้ายทะเบียนรถใส่เลขปีการศึกษาที่จบ เคยเป็นของใหม่ที่ถือว่าเก๋มาก พอผ่านไปไม่นานตุ๊กตาควาย ตุ๊กตาแรดก็ถือเป็นของขวัญกวนประสาทเรียกรอยยิ้ม ที่จะให้ได้เฉพาะเพื่อนสนิทกันเท่านั้น  หลังๆ เราจะเห็นป้ายข้อความตลกๆ เช่น “ปีนี้จบ ปีหน้าแต่ง” “เกรียนนิยม”  และถ้าของที่น่าจะถือว่าเป็นสุดยอดของขวัญที่บัณฑิตได้รับคงเป็นรูปภาพขนาดใหญ่ บางคนได้รับเป็นรูปขนาดเท่าคนจริง ตอนได้รับมาคงยิ้มแก้มแทบปริ แต่ตอนแบกกลับ นอกจากจะแบกหิ้วฝ่าฝูงคนแล้ว ไม่รู้ว่าจะภูมิใจหรือเขินสายตาของคนอื่นๆ ที่ต้องหิ้ว(รูป)คนหน้าเหมือนเราเดินไปมาอยู่ในมหาวิทยาลัย


สำหรับหนุ่มสาวยุคนี้ ของขวัญมากมายเหล่านั้นจะนำมากองรวมกันไว้  ถ่ายรูปโพสลงอินสตราแกรม แท็กขึ้นเฟซบุ๊ค เพื่อขอบคุณผู้มีอุปการะคุณทุกท่านที่ได้มาร่วมงาน


แล้วหลังจากชื่นชมจนพอใจล่ะ ของเหล่านั้นหายไปไหน?


ดอกไม้คงแห้งเหี่ยว แล้วเราคงต้องบอกลามันในถังขยะ ตุ๊กตา แผ่นป้ายคำ จะถูกนำมาวางใส่ตู้สวยๆ หรือซุกไว้ในบางมุมของบ้าน รูปภาพคงหาที่แขวน ป้ายทะเบียนรถก็คงหากล่องดีๆ เก็บใส่ หนังสือคงเปิดอ่านอยู่สองสามหน แล้วเอาไปใส่ไว้ในชั้น มงกุฎ สายสะพาย นำไปรวมไว้ในตู้เสื้อผ้า


ดูเหมือนว่าของขวัญรับปริญญา ทำหน้าที่ของมันได้ดีในวันรับปริญญา มีหน้าที่เพื่อ “ส่ง” และ “รับ”


แล้วหลังจากนั้นมันก็ถูกลืมเลือน บางครั้งอาจจะถูก “แกะกล่อง” หยิบมาดูให้ระลึกถึง หรือบ