Thesis diary (1) – สาระ VS วิทยา

posted on 02 Aug 2013 14:34 by ifmoon in law-story directory Knowledge, Diary, Idea

Thesis diary (1) –  สาระ VS วิทยา

โปรดใช้วิจารณญาณในการรับอ่าน

หมายเหตุ บทความเรื่องนี้ไม่มีสัตว์ใดได้รับบาดเจ็บ

เกริ่น ชื่อก็บอกว่าไดอารี่ ก็เป็นเพียงบันทึก ของคนที่เคยมีประสบการณ์พาตัวเองหลงเข้าไปข้องแวะกับการทำวิทยานิพนธ์ (Thesis) ในคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ อยู่ได้สักพักใหญ่ๆ ถ้าจะหาความรู้วิชาการ หรือความจริงจังใดๆ ควรจะศึกษาเพิ่มเติมนะฮะ

………………………………………………….

สำหรับนักศึกษา ป.โท ที่พอเข้าสู่ช่วงท้ายของการศึกษา หลายคนคงต้องรีบเร่งหนีตาย ในการทำวิทยานิพนธ์กัน การเรียน ป.โท ในคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์เอง มีกำหนดระยะเวลาให้ไม่เกิน 4 ปี โดยเกณฑ์ปกติทั่วไปแล้ว หลายคนก็จะจบในเวลา 3 หรือ 4ปี แต่ในเวลาที่เร็วที่สุดคือใช้เวลา ประมาณ 2 ปี (รวมเวลาในการเรียนและทำวิทยานิพนธ์)

แต่ปัญหาเรื่องเรียนในแต่ละรายวิชาคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะเด็กนิติฯ คุ้นชินกับการเกิดมาเพื่ออ่านและสอบ แต่ส่วนใหญ่จะมามีปัญหาในช่วงการทำวิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์ (ต่อไปนี้จะเรียกรวมๆ สั้นๆ ว่า ธีสิส ละกัน) เพราะในสมัย ป.ตรี ไม่เคยมีการทำธีสิส อีกทั้งในการทำธีสิส ก็ไม่มีใครมาเขียนคู่มือ การเขียน ว่าควรต้องคิด เขียน และทำอย่างไร (แม้จะมีวิชาบัณฑิตสัมมนา ซึ่งเป็นเหมือนการเลือกฝึกหัดทำเค้าโครงธีสิสขึ้นมา แต่หลายคนก็มีปัญหาในส่วนนี้เยอะมาก) ปัญหาส่วนใหญ่จึงเป็นไปในลักษณะที่เปิดดูธีสิสในห้องสมุดดูว่าเขาทำกันมายังไง แล้วก็ใช้ในรูปแบบที่คล้ายๆ กัน ถ้าโชคดีเจอหัวข้อที่ใกล้เคียงกันก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ ที่เลวร้ายแย่หน่อย ก็คือการ ลอก ธีสิสมาเลยทีเดียว

แต่ก่อนจะไปลงลึกถึงรายละเอียดขั้นนั้น เราคงต้องมาตั้งคำถามกันก่อนว่า เราจะเลือกทำอะไรดีระหว่าง วิทยานิพนธ์ และ สารนิพนธ์ ทั้งสองอย่างนี้ มีข้อเหมือนแตกต่างกันอย่างไร? ซึ่งสมัยนี้ถือว่าสบายหน่อยที่เรามีแหล่งข้อมูลในการที่จะสืบค้นและเริ่มต้นทำได้ง่าย  แต่ก็น่าแปลกเหมือนกันที่ยังมี (ว่าที่)มหาบัณฑิตอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่าจะหาวิธีการเขียนธีสิสยังไง ตอนที่ผู้เขียนเริ่มต้นทำธีสิส ก็เคยลองถามรุ่นพี่ และเพื่อนๆ ที่เคยทำมาก่อน หลายคน แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจได้ อย่างไรก็ดีทางคณะก็ยังมีการเผยแพร่เอกสารแนวทางในการเขียนเอาไว้ทางเว็บไซต์ซึ่งก็เคยเผยแพร่ในหนังสือวารสารนานแล้วเช่นกัน ดังนั้น ในการอธิบายความแตกต่างของ สาระฯ VS วิทยาฯ  เลยขอนำข้อมูลจาก “แนวทางในการเขียนวิทยานิพนธและสารนิพนธ ของ บัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  มาสรุปให้เห็นแนวทางคร่าวๆ (สามารถ ดูฉบับเต็มได้ที่http://grad.law.tu.ac.th/files/Thesis%281%29.pdf) 

 

 


1. เนื้อหา 

สารนิพนธ  เน้นการนําเสนอขอคิดเห็หรือหัวข้อเฉพาะเจาะจง เปนการเสนอขอคิดเห็นหรือการตอบปญหาในลักษณะเฉพาะดานที่นําเสนอเทานั้น โจทยจะไมครอบคลุมไปยังขอบขายอื่นที่นอกเหนือไปจากประเด็นหรือหัวข้อ ขอบเขตของประเด็นหรือหัวขอจึงมีความแคบและความเฉพาะมากกว่าวิทยานิพนธ์

วิทยานิพนธ เนนการนําเสนอหัวขอในลักษณะของวิทยามติ เปนการตอบปญหาที่เป็นไปได้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องตามโจทย์ที่ตั้งขึ้น

 

ถ้าจะสรุปแบบกว้างๆ การทำสารนิพนธ์ เน้นการรวบรวมข้อมูลที่เจอมานำเสนอ เหมือนเราเข้าป่าไปเจอต้นไม้ ดอกไม้ ก็เก็บมารวบรวมศึกษาและอธิบายให้เป็นหมวดหมู่  มีการจำแนก แยกประเภท แต่ถ้าเป็นการทำวิทยานิพนธ์ สิ่งสำคัญ คือการ ตั้งปัญหา กำหนดโจทย์ และพยายามหาวิธีการ ข้อมูลมาบอกว่าโจทย์ที่เราตั้งถูกหรือผิด การทำวิทยานิพนธ์ จึงเป็นการรวบรวมข้อมูลมาเพื่อวิเคราะห์ และแก้โจทย์ที่เราตั้งขึ้นไว้ตอนแรก

2.ความยาว

สารนิพนธ์ มีประกาศคณะฯ ว่าควรมีเนื้อหาประมาณ 60-70 หน  (แต่ในการทำรวบรวมข้อมูลเฉพาะด้านก็อาจจะมากกว่านี้ได้ แต่ไม่ควรเกิน 100 หน้า)

วิทยานิพนธ์ ไม่มีการกำหนด แต่เมื่อต้องมีการกำหนดโจทย์ ศึกษาหัวข้อที่มีเนื้อหาเชิงลึกมากกว่า เนื้อหาจึงควรมีมากกว่าสารนิพนธ์ตั้งแต่ 70 หน้าขึ้นไป หรืออาจมากกว่า 100 หน้าขึ้นไป

ดังนั้น สารนิพนธ์บางกว่า ประเด็นน้อยกว่า เฉพาะด้านกว่า และดูจะเป็นการรวบรวมข้อมูล มากกว่าจะกำหนดประเด็นปัญหาที่ต้องแก้แบบวิทยานิพนธ์

อย่างไรก็ดี ถ้ามีโอกาสก็ควรจะไปหยิบธีสิสเล่มอื่นๆ(ที่อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เราอยากทำก็ได้เช่น ถ้าอยู่สาขาอาญา อาจจะลองดู ธีสิสของสาขาเอกชน หรือ มหาชนบ้างก็ได้) ดูเป็นตัวอย่างในเบื้องต้นว่า ลักษณะงานเขียนนั้นเป็นอย่างไร มีความเหมือนแตกต่างหรือไม่อย่างไร หลายคนที่ทำธีสิส มักจะเกิดความรู้สึกว่าไม่อยากดูธีสิสของสาขาอื่นๆ เพราะเสียเวลา หรือจะเลือกดูในประเด็นที่เกี่ยวกับตัวเองเท่านั้น หรือบางคนจะดูเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับตนและอาจจะใช้วิธีการ copy +paste มาใส่ธีสิสในตัวเอง เพื่อจะได้ง่ายในการทำ เพื่อสู่เป้าหมายสุดท้ายที่ทุกคนตั้งไว้ คือ “อยากจบเร็วๆ”

วิธีการที่เลือกอ่านธีสิสเนื้อหาเกี่ยวกับข้องกับตัวเองไว้ก่อนอาจจะสะดวก ขณะเดียวกันมันก็เป็นกับดักที่ทำให้เราติดภาพแต่เฉพาะเล่มนั้นไว้อย่างเดียว

นอกจากนี้สิ่งที่ต้องคิดและเตือนตัวเองเสมอคือ การทำธีสิสคือการทำให้เกิด “เรื่องใหม่” สิ่งใหม่หรือต่อยอดในวงการวิชาการ ถ้ามัวแต่สนใจฐานข้อมูลเดิมๆ จากธีสิสเล่มเก่าๆ ก็อาจจะได้แค่ธีสิสที่มีข้อมูลซ้ำๆ อีกหลายๆ เล่ม

ตอนผู้เขียนเริ่มต้นหา “หัวข้อ” และช่วงเริ่มต้นในการเขียนธีสิสเอง ก็ต้องหัด “ดู” ธีสิสที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราอยากทำโดยตรง อย่างน้อยประมาณ 6-7 เล่มที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันก็ดูธีสิสหัวข้อหรือเรื่องอื่นๆ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 20-30 เล่ม  (ไม่ได้เป็นการดูในครั้งเดียวคราวเดียว แต่เป็นการค่อยๆ ดู สะสม ซึ่งสำหรับบางคนอาจจะถือว่าน้อย)

ย้ำว่า “ดู” ไม่ใช่ “อ่าน” เพราะถ้าอ่านทั้งหมด อาจจะใช้เวลาตลอดชีวิตเลยทีเดียว แต่เราก็ต้องพยายามดูในประเด็นที่หลากหลาย ดูวิธีการเขียน ดูบทนำ ดูการวิเคราะห์ ดูข้อมูลอ้างอิง และในบางครั้ง บางประเด็นบางเรื่อง เราก็จำเป็นต้อง “อ่าน”

ปัญหาที่ว่าจะเลือกทำวิทยานิพนธ์ หรือสารนิพนธ์ คงไม่ใช่ปัญหาสำคัญมากเท่าไรเพราะปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะเลือกทำวิทยานิพนธ์กัน ปัญหาที่สำคัญยิ่งกว่าคือ จะหา “หัวข้อ” ยังไง เพื่อมาทำธีสิส นั่นสิ???

Comment

Comment:

Tweet

ดีจัง เราผ่านจุดนั้นมาแล้ว
( Hot! Hot! )

#2 By Nirankas on 2013-08-11 09:04

่อ่านแล้วนึกถึงตอนไปค้นหนังสือประกอบวิจัยของเรา 
ไปเจอเล่มหนึ่ง คนอ่านก่อนหน้าเราทั้งขีดเส้นใต้
ทั้งสรุปเป็นภาษาตัวเองลงในหนังสือ
มีแบบขีดเส้นใต้ แล้วขีดตัดทำในแต่ละบรรทัดแล้วติ๊กถูกไว้ (ประหนึ่งจะเลือกวรรคนี้ ย่อหน้านี้แหละไปเขียนในงานตัวเอง)
เรามานั่งคิดว่า เค้าจะลอกแบบมีอ้างอิง
หรือจะลอกแบบ เนี่ยกูเขียนงานนี้ขึ้นมาเองนะ
พอยิ่งเรียน ยิ่งค้น มันยิ่งเจออะไรแบบนี้เยอะมากขึ้นเรื่อยๆ
จนบางทีก็สงสัยว่าแล้วจะที่เราถืออ่านอยู่นี่ข้อมูลเวอร์ิจิ้นมากแค่ไหน ฮ่าฮ่า
(ไม่รู้เกี่ยวกับบล็อคนี้มั้ย sad smile )

#1 By ปป. (119.46.191.20) on 2013-08-02 19:20