- คุณมีข้าวสวยของคุณ ผมมีปลาดิบของผม แค่นี้ก็เป็นซูชิแล้ว -
 
 
 
 
เดือนนี้ทั้งเดือน เรียกได้ว่า "ออกเดินสาย" ไปงานแต่งงานทุกอาทิตย์ แต่ไม่ได้ไปในฐานะแขกรับเชิ ญโดยตรง ไปในฐานะคนขับรถที่พาคนในบ้ านไปงานแต่งงานเหล่านั้นน่ะ แหละ ลูกสาวเพื่อนแม่ ลูกชายเจ๊คนนู้น อากู๋คนนั้น อาซิ้มคนนี้ ฯลฯ

งานแต่งงานแรกของเดือนนี้ที่ได้ไป เจ้าบ่าวเป็นคนญี่ปุ่น และเจ้าสาวเป็นคนไทย (เชื้อสายจีน)
งานก็เลยจัดกินแบบค็อกเทล (ผสมบุปเฟต์+ซูชิบาร์) อารมณ์ในงานก็ประดุจว่าเหมื อนได้ดูหนังซีรีส์งานแต่งงา นคนญี่ปุ่น ที่ไม่มีซับไทย แถมมีภาษาจีนประกอบจากแขกบางกลุ่ม (ญาติๆ ทางฝั่งเจ้าสาวนี่แหละวุ้ย) ราวกับว่างานนี้จะเป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพไทย-จีน - เจแปน ยังไงยั้งงั้น

งานนี้น่าสนใจ เพราะเจ้าภาพเขาก็ยืนยันว่าจัดแบบพิธีอิงญี่ปุ่น นะตัวเธอว์ เพราะงั้นอย่าหวังว่าจะได้พบว่ามี ส.ส. หรือกำนันคนไหนมากล่าวเปิดงาน และห้อยพวงมาลัยให้บ่าวสาวนะฮ้าฟฟฟฟ

ไอ้เราก็ไปเดินเก้ๆกังๆ อยู่ในนั้นแบบไม่รู้จักบ่าวสาว ตอนนี้ถึงเพิ่งได้รู้สึกประโยชน์ของแก้วเหล้า แก้วน้ำแล้วว่ามันมีประโยชน์เอาไว้ยืนถือแก้เขินในงานนี้ล่ะวุ้ย

ที่สำคัญในงานนี้ เขาเน้นการพูดคุยซะเป็นส่วนใหญ่ (แน่นอนว่า ภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ ) เชิญตั้งแต่ พ่อแม่เจ้าบ่าว เจ้านาย น้องชาย น้องสาว (ทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาว) และสารพัดเพื่อนฝูง รวมถึงมีแขกชาวเวียดนาม ขึ้นมากล่าว เรียกได้ว่า งานไม่ได้ใหญ่ คนน้อยๆ แต่เน้นคุยกันยาว อวยกันเยอะ สัมภาษณ์กันอีกมากมาย (ไอ้พวกพรีเซนต์เทชั่น ว่าพบกันยังไง อย่าหวังว่าจะได้เห็น)

แต่เราก็จะได้เจอคำถามที่คุ้นหูดี เช่นว่า เจอกันได้ยังไง รักกันตอนไหน ซึ่งคู่นี้ก็น่ารักดีตรงที่ว่า เจ้าบ่าวเจอเจ้าสาวครั้งแรก
 
เฮีย เอ๊ย! ต้องเรียกว่า (พี่ช้ายยยยยยย สินะ) ก็เดินเข้าไปบอกว่า "ผมชอบคุณ แต่งงานกับผมนะครับ"
เจ้าสาวก็บอกว่าตอนนั้นตกใจ พูดไปอย่างเขินอายเลยว่า "จะบ้าเหรอยะ!!!"

และเขาก็ใช้เวลาสานต่อจนได้แต่งงานนั่นแหละฮะ นอกจากการพูดคุยที่เรียกได้ว่า เยอะมาก ตั้งแต่เคยไปงานแต่งงานมา รู้สึกว่าถ้าเราเป็นเพื่อนพวก เขา คงสนุกนะ เพราะมันเป็นกันเองมากๆ คุยกันสนุกมาก คือเขาพูดรัวๆ ถี่ อาโน อาเนะ สุโค่ย และเฮ่ๆๆ คัมปายๆๆๆ เยอะมาก (เป็นญี่ปุ่นแบบไร้ซับ แม้จะมีพิธีกรคอยพากย์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่มันส์เท่าไร)

อีกหนึ่งเรื่อง ที่พิธีกรพูดบ่อยมากคือ วันนี้เจ้าบ่าวภูมิใจเสนอนะฮะ คือ เบียร์จากเยอรมัน (ใช่เปล่าฟระ หรือจำประเทศผิด) แถมเหล้าอีกสารพัด รวมถึง สาเกที่ญี่ปุ่นถือว่าหากินยากมาก ราคา 27,500 เยน (ตีเป็นเงินไทยเท่าไรหว่า) ย้ำแล้วย้ำอีก ว่าใครที่ไม่ชอบก็ไม่ควรพลาดนะเคอะ เพราะญี่ปุ่นเขาชื่นชมว่าของอันนี้ดีจริง ตอนที่น้องชายของเจ้าบ่าวหยิบมาโชว์ เรียกเสียงฮือฮากันมากเลยทีเดียว

แต่ที่น่าจะถือว่าเป็นไฮไลต์น่าสนใจของงานก็คือ "นักร้อง" ที่เขาไปเชิญคนญี่ปุ่นที่ร้องเพลง "ฮิเดโกะ" เพลงประกอบหนังคู่กรรม เวอร์ชั่นณเดชน์นั่นแหละ ตอนพิธีกรเขากล่าวแนะนำ ก็กล่าวภูมิใจด้วยนะ ว่านักร้องคนนี้เป็นนักร้องคนเดียวกับที่ร้องเพลง "คู่กรรม" นะเคอะ
แต่พอได้ยินแล้ว เอ๊ะ ! จะดีเหรอ "คู่กรรม" กับงานแต่งงาน?

ฟังแล้วคู่บ่าวสาวเขาจะฟังเพลงนี้แล้วเพราะ หรือว่าจะมามองหน้าคุยกันไหมว่าเรานี่เป็น คู่กรรมแบบไหน?

แต่พอคิดๆ ดูแล้ว เห็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวยิ้มกันตลอดงาน ดูสมราวกับปลาดิบโปะบนข้าวหอมมะลิแบบนี้ เราว่าถ้าใครได้ชิมก็คงกินได้อร่อยลิ้นเหมือนกัน

เขาคงเป็น คู่กรรมจริงๆ น่ะแหละ แต่เป็น "คู่กรรมดี" ที่อาจจะเคยมาอยู่บางกอกน้อยเมื่อชาติก่อน แล้วไปอยู่ค้างฟ้าบนทางช้างเผือกนานแล้ว

ชาตินี้ทั้งคู่เลยกลับมาใช้กรรมดี ด้วยการกลับมา "คู่กัน" อีกครั้ง

(ขออภัยที่ไม่มีรูปเจ้าบ่าวเจ้าสาวมาประกอบ เพราะไม่ได้เอากล้องไป แล้วไอ้มือถือเราก็ไม่ได้ประเสริฐพอจะถ่ายรูปได้ซะด้วยน่ะสิ)

Comment

Comment:

Tweet